หลักการใช้ปุ๋ยผสมผสาน : ปุ๋ยเคมี
สาระน่ารู้การใช้ปุ๋ยผสมผสาน
หลักการใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน ตอน วิธีการใช้ปุ๋ยเคมี
วิธีการใช้ปุ๋ยเคมีนั้น ต้องพิจารณาจากผลการวิเคราะห์ทางเคมีเป็นหลัก การใช้ปุ๋ยเคมี แบ่งได้เป็น 3 วิธี คือ ใส่ปุ๋ยชนิดเม็ดหรือผลึกทางดิน (soil application) ใช้ปุ๋ยในระบบชลประทาน (fertigation) และการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ (foliar application)
1.ใส่ปุ๋ยชนิดเม็ดหรือผลึกทางเดิน
การใส่ปุ๋ยชนิดเม็ดหรือผลึกทางเดิน พิจารณาได้ 2 ประเด็น คือ การใส่ในช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับการปลูกพืชและวิธีใส่เพื่อให้ปุ๋ยกระจายในดินต่างกัน
การใส่ในช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับการปลูกพืช แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
- ใส่ปุ๋ยรองพื้น (basal application) คือการใส่ก่อนปลูกหรือพร้อมกับการปลุกพืช แต่ถ้าปลูกพืชเป็นหลุมและมีการใส่ปุ๋ยระหว่างการเตรียมหลุมปลูก ก็เรียกว่าใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม
- ใส่ปุ๋ยแต่งหน้า (topdressing) คือการใส่ปุ๋ยขณะที่มีพืชเจริญเติบโตอยู่ในพื้นที่ สำหรับการใส่ปุ๋ยแต่งหน้าที่ข้างแถวพืชเรียกอย่างเจาะจงว่า “ การใส่ปุ๋ยข้างแถว “ (side dressing)
การใส่ปุ๋ยรองพื้นที่ละลายง่าย พร้อมกับการหยอดเมล็ดหรือก่อนหยอดเมล็ด โดยปุ๋ยอยู่ห่างจากเมล็ดเล็กน้อย เพื่อให้รากของต้นอ่อนได้รับปุ๋ยเร็วที่สุดและเจริญเติบโตดีในระยะแรก เรียกปุ๋ยที่ใส่นี้ว่าปุ๋ยเร่งกล้าอ่อน (starter fertilizer หรือ pop – up fertilizer)
แนวทางการเก็บตัวอย่างพืชสำหรับวิเคราะห์ทางเคมี
พืชไร่
ข้าว ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ระยะเป็นกล้า ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ส่วนเหนือดินทั้งหมด เก็บทั้งสิ้นจำนวน 50-75 ต้น และช่วงก่อนออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบบนสุด 4 ใบ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 30-40 ต้น
ข้าวโพด ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ช่วงถอนแยก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ส่วนเหนือดินทั้งหมด เก็บทั้งสิ้นจำนวน 25-30 ต้น ช่วงก่อนเห็นดอกตัวผู้ ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบแรกนับจากยอด ซึ่งขยายตัวเต็มที่ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 15-20 ต้น ช่วงมีช่อดอกตัวผู้ถึงออกไหม ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบใต้ฝักและใบตรงกันข้าม เก็บทั้งสิ้นจำนวน 15-20 ต้น
ถั่วลิสง ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนออกดอกหรือเริ่มออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ 3 ใบบนสุดซึ่งเพิ่งขยายตัวเต็มที่ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 45-50 ต้น
ถั่วเหลือง ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ เมื่อต้นยังเล็ก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ส่วนเหนือดินทั้งหมด เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-30 ต้น ช่วงก่อนออกดอกหรือเริ่มออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบแรกนับจากยอด ซึ่งขยายตัวเต็มที่ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-30 ต้น
อ้อย ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ อายุ 4 เดือน ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบที่ 4 นับจากยอด ซึ่งขยายตัวเต็มที่เก็บทั้งสิ้นจำนวน 25-30 ต้น
ผัก
ถั่ว ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ เมื่อต้นยังเล็ก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ส่วนเหนือดินทั้งหมด เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-30 ต้น ช่วงก่อนออกดอกหรือเริ่มออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ 2-3 ใบบนสุดซึ่งเพิ่งขยายตัวเต็มที่ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 25-30 ต้น
กะหล่ำปลี ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนห่อปลี ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบแรกนับจากยอด ซึ่งขยายตัวเต็มที่ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 10-20 ต้น
แตงกวา ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนติดผล ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบแรกของต้นหลัก ซึ่งขยายตัวเต็มที่ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-25 ต้น
แตงโม ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนติดผล ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบแรกของต้นหลัก ซึ่งขยายตัวเต็มที่ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-30 ต้น
พืชหัว ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนลงหัว ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบแรกนับจากยอด ซึ่งขยายตัวเต็มที่ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 25-35 ต้น
มะเขือเทศ ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนออกดอกหรือเริ่มออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบที่ 3 หรือ 4 นับจากยอด เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-25 ต้น
ไม้ผล
ส้ม ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ช่วงพัฒนาใบหรือเริ่มติดผล ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบอายุ 4-7 เดือนจากกิ่งที่ไม่ติดผล ความสูงระดับไหล่จาก 4 ทิศ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 25-30 ต้น
มะม่วง ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบเพิ่งขยายตัวเต็มที่และสีเขียวเข้ม จาก 4 ทิศ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-30 ต้น
ทุเรียน ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบอายุ 5-7 เดือน ใบที่ 2หรือ 3 จากปลายกิ่ง เก็บมาจากทุกทิศรอบทรงพุ่ม เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-30 ต้น
ลิ้นจี่ ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบอายุ 3-4 เดือน ใบที่ 2หรือ 3 จากปลายกิ่ง เก็บมาจากทุกทิศรอบทรงพุ่ม เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-30 ต้น
ลำไย ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ ก่อนออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ใบ3 และ 4 ที่มีอายุ 6-8 สัปดาห์ เก็บทั้งสิ้นจำนวน 20-30 ต้น
องุ่น ช่วงของการเจริญเติบโตที่เก็บ คือ เมื่อเริ่มออกดอก ส่วนของพืชที่เก็บมาวิเคราะห์ คือ ก้านใบตรงข้ามช่อดอก ต้นละก้าน เก็บทั้งสิ้นจำนวน 40-50 ต้น
วิธีใส่เพื่อให้ปุ๋ยกระจายในดินต่างกัน
การใส่ปุ๋ยรองพื้นหรือปุ๋ยแต่งหน้า ให้ปุ๋ยมีการกระจายในดินแตกต่างกัน มี 4 วิธีด้วยกัน คือ หว่านทั่วแปลง (broadcasting) โรยเป็นแถบแคบ (banding) โรยเป็นแถบกว้าง (strip placement) และใส่เป็นจุด (localized placement) หลังจากใส่ปุ๋ยแล้ว หากสามารถทำได้ควรพรวนกลบ เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย
1.การหว่านปุ๋ยทั่วไป เพื่อให้ปุ๋ยกระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วถึงทั้งพื้นที่ เหมาะสำหรับการปลูกพืชที่ไม่เป็นแถวและต้นอยู่ค่อนข้างชิดกัน เช่น ข้าวและผักบางชนิด
2.การโรยปุ๋ยเป็นแถบแคบ เหมาะสำหรับการปลุกพืชเป็นแถว ซึ่งใช้ระยะระหว่างต้นไม่เกิน 50 เซนติเมตร โดยโรยปุ๋ยตามแนวและหยอดเมล็ดเป็นปุ๋ยรองพื้นหรือโรยข้างแถวพืชในขณะที่พืชยังเล็ก ขณะนั้นการกระจายของรากทางด้านข้างไม่มาก ปุ๋ยจึงอยู่ในปริมณฑลที่มีรากหนาแน่น นอกจากนี้การใส่ปุ๋ยฟอสเฟตโดยการโรยเป็นแถบแคบจะลดการตรึงลงได้มาก
3.การโรยปุ๋ยเป็นแถบกว้าง ทำให้การกระจายของเม็ดปุ๋ยมีมากกว่าวิธีที่ 2 แต่น้อยกว่าวิธีแรก เหมาะสำหรับการปลูกพืชเป็นแถวและเป็นช่วงที่พืชมีการกระจายช่วงรากทางด้านข้างมาก ความกว้างขอบแถบปุ๋ยจึงต้องสัมพันธ์กับเขตรากพืชในขณะนั้น สำหรับการใช้ปุ๋ยอัตราต่ำ การโรยเป็นแถบจะให้ผลดีกว่าการหว่านทั่วแปลง
4. การใส่ปุ๋ยเป็นจุด มีวัตถุประสงค์ให้ปุ๋ยอยู่ในขอบเขตที่กำหนด เช่น
– การใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมสำหรับปลูกไม้ผล
– การใส่ปุ๋ยแต่งหน้ามันสำปะหลัง โดยการขุดหลุมตื้นๆข้างต้นมัน หยอดปุ๋ยแล้วกลบดิน
– การหยอดปุ๋ยที่โคนต้นสับปะรด
– การบำรุงไม้ยืนต้นในสวนที่มีสนามหญ้า โดยเจาะดินบริเวณชายพุ่ม 5-6 รู หยอดปุ๋ยเคมีผสมดินหรือปุ๋ยคอกแล้วกลบ จะลดการทำลายหญ้าในสนาม
ใช้ปุ๋ยในระบบชลประทาน
การใช้ปุ๋ยในระบบชลประทาน คือ การใส่ปุ๋ยที่ละลายน้ำง่ายในระบบชลประทาน ให้เป็นสารละลายที่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารเหมาะสม แล้วระบบก็ส่งน้ำและปุ๋ยไปยังพืชทุกต้นในแปลง เป็นการให้น้ำและปุ๋ยเฉพาะบริเวณ เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารต่างๆในปริมาณและสัดส่วนที่สอดคล้องกับความต้องการของพืช ในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโตเนื่องจากเป็นการให้ปุ๋ยเฉพาะบริเวณ ดังนั้นระบบน้ำที่เหมาะสม คือระบบน้ำแบบไมโคร (micro irrigation) เช่นระบบน้ำหยด (drip หรือ trickle irrigation) และระบบฉีดฝอยซึ่งใช้หัวฉีดฝอยขนาดจิ๋ว (minisprinkler irrigation system)
การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ
การให้ปุ๋ยทางใบ คือการใช้ปุ๋ยละลายง่าย มาเตรียมสารละลายที่มีเข้มข้นเหมาะสม แล้วใช้อุปกรณ์ฉีดพ่นให้ละอองน้ำปุ๋ยไปสัมผัสส่วนเหนือดิน ให้พืชสามารถดูดซึมนำไปใช้ประโยชน์ได้ การใช้ปุ๋ยทางใบ มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ
- เสริมธาตุอาหารบางธาตุที่พืชได้รับจากดินไม่เพียงพอ แต่มิใช่การใช้แทนปุ๋ยทางดิน
- แก้ปัญหาการขาดแคลนธาตุอาหารให้ได้ผลเร็ว
โดยปุ๋ยที่ใช้อาจเป็นปุ๋ยธาตุหลัก ธาตุรองหรือจุลธาตุก็ได้ตามความจำเป็น โดยฉีดพ่นในความเข้มข้นที่พอเหมาะกับพืชที่มีพื้นที่ผิวใบมากพอสมควร
การเคลือบเมล็ด
แต่เดิมการใช้ปุ๋ยที่ละลายง่ายพร้อมกับการหยอดเมล็ดพืชไร่ เช่น ข้าวโพดและถั่วต่างๆ ให้ปุ๋ยอยู่ห่างจากเมล็ดประมาณ 4-5 เซนติเมตร เพื่อให้รากแรกเกิด (eadicle) หรือรากใหม่ที่พัฒนาหลังจากเมล็ดงอกให้ได้รับธาตุอาหารเหล่านั้นเร็วที่สุด ปุ๋ยที่ใส่นี้เรียกว่า เร่งต้นอ่อน (pop-up fertilizer หรือ starter fertilizer ) ต่อมาได้มีการนำปุ๋ยเคลือบเมล็ด (seed coating) ก่อนปลูกเพื่อช่วยให้พืชตั้งตัวเร็ว เนื่องจากรากใหม่ที่พัฒนาหลังจากเมล็ดงอกได้รับธาตุเหล่านั้นทันที แต่เมล็ดวัชพืชไม่ได้รับธาตุอาหารส่วนนี้ การเคลือบปุ๋ยที่ผิวเมล็ดมีความสำคัญสำหรับเมล็ดพืชขนาดเล็กและปริมาณธาตุอาหารในเมล็ดน้อย เป็นเหตุให้เมล็ดพืชที่อยู่ลึกใต้ผิวดินไม่งอก เนื่องจากอาหารในเอนโดสเปิร์มและธาตุอาหาร เช่น ฟอสฟอรัสมีไม่เพียงพอ ส่วนเมล็ดพืชโดยทั่วไปนั้น ปุ๋ยที่เคลือบเมล็ดทำให้รากพัฒนาเร็ว มีพื้นที่ผิวเพื่อการดูดน้ำและธาตุอาหารมาก จึงส่งเสริมการพัฒนาของส่วนเหนือดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบให้เริ่มสังเคราะห์แสงได้เร็วกว่าปกติ 1-2 วัน
อย่างไรก็ตามการใช้ปุ๋ยเคลือบเมล็ดยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากเมล็ดพืชมักเป็นพิษจากปุ๋ยเคมีที่ละลายง่าย เว้นแต่จะมีการผลิตปุ๋ยที่เหมาะกับการเคลือบผิวเมล็ดโดยตรง สำหรับปุ๋ยที่ใช้ก่อนใช้จริง ควรทดสอบความงอกของเมล็ดที่เคลือบปุ๋ยก่อน เนื่องจากเมล็ดพืชบางชนิดเป็นพิษง่ายแม้เคลือบด้วยปุ๋ยเคมีทั่วไปเพียงเล็กน้อย
การเคลือบเมล็ดพืชด้วยปุ๋ยมหธาตุ มักใช้ปุ๋ยฟอสเฟตเคลือบไม่เกิน 1% ของน้ำหนักเมล็ด ในกรณีของปุ๋ยฟอสเฟตนั้น การเคลือบเมล็ดพืชบางชนิดด้วยปุ๋ยอัตรา 1.5 กิโลกรัม/ไร่ ทำให้การเติบโตด้านความสูงของพืชในช่วง 25 วัน เท่ากับการใส่ปุ๋ยในดินอัตรา 6 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนหว่านเมล็ด ส่วนปุ๋ยธาตุรองที่ใช้เคลือบเมล็ดยิปซัม เพื่อเพิ่มแคลเซียมและกำมะถันให้เมล็ดพันธุ์
การเคลือบเมล็ดพืชด้วยปุ๋ยจุลธาตุ เช่น ปุ๋ยโมลิบดีนัมสำหรับเมล็ดถั่ว นอกจากนั้นการเคลือบด้วยปุ๋ยสังกะสีและแมงกานีส ก็ช่วยให้เมล็ดที่ปลูกในดินที่มีธาตุทั้งสองต่ำงอกดีขึ้น แต่ต้องใช้ในความเข้มข้นที่ต่ำมากและมีความจำเป็นต้องฉีดพ่นทางใบเสริมในเวลาต่อมาด้วย






