ปุ๋ยคอก: เทคโนโลยีการปรับสภาพมูลสัตว์
สาระน่ารู้ปุ๋ยคอก
ปุ๋ยคอกกับเทคโนโลยีการปรับสภาพมูลสัตว์
ในฟาร์มขนาดใหญ่มีสิ่งขับถ่ายจากสัตว์เป็นจำนวนมาก จึงประสบปัญหาด้านการกำจัดมูลสัตว์ ในฟาร์มที่มีสุกร 100,000 – 150,000 ตัว จะมีน้ำเสียวันละ 2,000 – 4,000 ลูกบาศก์เมตร ในน้ำเสียนั้นมีสิ่งเจือปนอยู่มาก หากปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติจะก่อให้เกิดมลพิษถึงขั้นเป็นอันตรายต่อคนและสัตว์น้ำในแหล่งน้ำนั้นๆ จึงควรมีระบบกำจัดน้ำเสียอย่างเหมาะสม โดยแยกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1.มูลสด นำไปหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์และผลิตแก๊สชีวภาพ (biogas) แล้วใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในคอกสัตว์ โรงผลิตอาหารสัตว์และโรงงานผลิตเนื้อสัตว์
2.น้ำล้างคอก นำไปบำบัด โดยการทำให้ตกตะกอนแล้วจึงแยกออกเป็นปุ๋ย ส่วนบนที่เป็นน้ำใสๆใช้เพื่อการชลประทานและเลี้ยงสัตว์น้ำ
หากเป็นฟาร์มที่มีขนาดใหญ่ อาจมีตะกอนของมูลสัตว์วันละ 10.5 ถึง 15 ตัน (ปีละ 3,000 – 5,000 ตัน) ตะกอนดังกล่าวมีความชื้นร้อยละ 90-92 แต่มีธาตุอาหารค่อนข้างสูง หากสามารถลดความชื้นให้เหลือเพียงร้อยละ 60 – 75 ได้ ก็จะสะดวกในการหมักเพื่อให้สลายต่อไป หลังจากสลายตัวแล้วจะมีสมบัติ คือ pH 4.8 – 6.4 ไนโตรเจนทั้งหมด 2.3 – 3.1 % ฟอสฟอรัสทั้งหมด 0.3 – 0.6 % และโพแทสเซียมทั้งหมด 0.1 – 0.2 % ซึ่งเหมาะจะใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน
การหมักมูลสัตว์ทำปุ๋ยคอก
สิ่งขับถ่ายทั้งหลายของสัตว์ ปัสสาวะ อุจจาระ จะนำไปใช้ในแปลงพืชได้ทันที ถ้าหากใส่ในปริมาณมากและใกล้ต้นพืชจนเกินไป ความร้อนและอินทรียสารบางชนิดซึ่งสะสมระหว่างที่มูลสัตว์สลายตัวก็อาจเป็นอันตรายต่อพืช ดังนั้นหากมีมูลสัตว์สัตว์ปริมาณมากและต้องการจัดการให้ถูกหลักสุขาภิบาล ควรหมักเพื่อแปรสภาพอินทรียสารเดิมในมูลสัตว์ให้เป็นสารฮิวมิกมากขึ้น และได้ปุ๋ยที่เหมาะสมแก่การใช้ ซึ่งแตกต่างจากการทำหมักปุ๋ย เนื่องจากการทำปุ๋ยหมักใช้ซากพืชและอาจใส่มูลสัตว์เป็นส่วนผสมในกองหมักเท่านั้น ปัจจัยที่มีผลต่อการสลายตัวของปุ๋ยหมัก ได้แก่ ความชื้น อุณหภูมิ สภาพกรด-ด่าง การถ่ายเทอากาศ ขนาดของชิ้นวุสดุ และสัดส่วนระหว่างคาร์บอน : ไนโตรเจน สำหรับความชื้นของมูลสัตว์หากสูงกว่า 65 % กิจกรรมของจุลินทรีย์ใช้ออกซิเจน (aerobic microorganisms) จะลดลง ทำให้การสลายตัวของมูลสัตว์ช้าและมีกลิ่นเหม็น ส่วนการถ่ายเทอากาศก็มีความสำคัญมาก ควรให้กองปุ๋ยมีช่องว่างไม่น้อยกว่า 30% เพื่อส่งเสริมกิจกรรมของจุลินทรีย์ให้ใช้ออกซิเจน โดยปกติมูลสัตว์จะมีความชื้นสูงกว่า 80% จึงควรเติมแกลบหรือขี้เลื่อย เพื่อปรับความชื้นให้อยู่ระหว่าง 50-60% จึงเริ่มหมัก
– มูลสัตว์ส่วนที่เป็นของแข็งและของเหลว
ผู้ที่เลี้ยงโคและสุกรที่สามารถแยกมูลสัตว์ออกเป็นสองส่วน คือ นำอุจจาระส่วนใหญ่ออกมากองไว้เพื่อการหมักและล้างคอกเพื่อชะมูลและปัสสาวะตามพื้นคอกไปยังบ่อพัก แล้วหาทางนำไปใช้ในไร่นาภายหลัง ไมควรทิ้งของเหลวเหล่านี้ลงแม่น้ำลำคลอง เพราะจะทำให้เกิดมลพิษทางน้ำได้ เนื่องจากอุจจาระของสัตว์ที่ปะปนอยู่มีส่วนที่ละลายน้ำได้ (soluble solid) และ BOD (biological oxygen demand) สูงกว่าปัสสาวะประมาณ 10 เท่า
– การหมักมูลสัตว์แบบต่อเนื่อง
ระบบนี้พัฒนาขึ้นเพื่อการหมักเฉพาะอุจจาระสัตว์แบบต่อเนื่อง ซึ่งหลักการโดยย่อ 3 ประการ คือ
1.โดยปกติอุจจาระสัตว์สด จะมีความชื้นประมาณร้อยละ 80 จำเป็นต้องลดความชื้นลงให้เหลือเพียงร้อยละ 55-65 โดยการผึ่งแดดหรือใช้พลังงานอื่นๆ
2.เมื่อลดความชื้นตามที่ต้องการแล้ว จัดให้เป็นกองและกลับกองมูลสัตว์ทุกๆ 3-4 วัน การกองและกลับมูลสัตว์เป็นครั้งคราว จะช่วยเร่งปฏิกิริยาของกิจกรรมจุลินทรีย์ให้สูงขึ้น กงปุ๋ยจะร้อนและลดความชื้นได้เองจนเหลือเพียงร้อยละ 40-50 ภายในเวลาเพียง 15 วัน ผลที่ได้จากการหมักในขึ้นตอนนี้ เรียกว่า เชื้อปุ๋ยหมัก (seed compost) การปฏิบัติจากข้อ 1 และ 2 ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนการเตรียมการเท่านั้น
3.นำอุจจาระสัตว์สดมาผสมกบเชื้อปุ๋ยหมัก ให้ได้ของผสมที่ความชื้นไม่เกินร้อยละ 55-65 คลุกเคล้าให้เข้ากันและแบ่งออกเป็นกองและปล่อยให้สลายตัวไปประมาณ 15 วัน จึงแบ่งปุ๋ยส่วนหนึ่งไปใช้ในไร่นา ส่วนที่เหลือนำไปทำเป็นเชื้อปุ๋ยหมักสำหรับใช้หมักในครั้งต่อไป
การลดความชื้นของปุ๋ยมูลสดนั้นทำเพียงครั้งเดียว คือ ก่อนเริ่มต้นเท่านั้น เมื่อได้เชื้อปุ๋ยหมักแล้ว ก็สามารถหมุนเวียนใช้ได้ตลอดไป ระบบการหมักปุ๋ยมูลสัตว์นี้ ช่วยให้ได้ปุ๋ยคอกที่มีคุณภาพดีภายในเวลาเพียง 15 วัน ทั้งยังเป็นวิธีที่ยุ่งยากอีกด้วย
ในบทความอันถัดไป เราจะมาพูดถึงปุ๋ยคอกกับการผลิตปุ๋ยเหลวกันนะคะ





