ปุ๋ยจุลธาตุ

ปุ๋ยจุลธาตุ คืออะไร

 

สารประกอบที่ใช้เป็นปุ๋ยจุลธาตุมีอยู่ 2 ประเภท คือ ปุ๋ยจุลธาตุอนินทรีย์และปุ๋ยจุลธาตุคีเลต
1.ปุ๋ยจุลธาตุอนินทรีย์ มีทั้งแร่และสารที่ผ่านการแปรรูปแล้ว เช่น เกลือคลอไรด์และซัลเฟตของดลหะต่างๆ อย่างไรก็ตามเกลือซัลเฟตมักได้รับความนิยมมากกว่าเกลือคลอไรด์ เนื่องจากราคาไม่แพงและมีสมบัติทางกายภาพดี เหมาะที่จะใช่ร่วมกับปุ๋ยผสมต่างๆ เกลือซัลเฟตอาจผลิตได้จากปฏิกิริยาระหว่างออกไซด์ของจุลธาตุกับกรดซัลฟิวริก แล้วนำมาใช้ในรูปของผลึกหรือชนิดเม็ด
ปุ๋ยโบรอน รูปของโบรอนที่พืชดูดจากดินส่วนมากคือกรดบอริก และในรูปอื่นๆพืชก็สามารถดูดซึมไปใช้ได้เช่นกัน แต่สามารถนำไปใช้ได้น้อยกว่าและไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช โดยปกติความเป็นประโยชน์ของโบรอนในดินจะลดลงอย่างมากเมื่อมีค่า pH สูงกว่า 6.3 ดังนั้นการใส่ปูนลงในดินมากไป จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พืชขาดแคลนธาตุนี้ กรดบอริกและบอแรกในปุ๋ยโบรอนละลายน้ำได้ดีมาก ส่วนสารประกอบโซเดียม-แคลเซียมบอเรต เช่น ยูเลกไซต์ ละลายในดินน้อยกว่ากรดบอริกและโซเดียมบอเรต จึงควรใช้ปุ๋ยในทางดิน ส่วนแคลเซียมบอเรต เช่น โคลมาไนต์ (colemanite) ละลายน้ำได้น้อยกว่ายูเลกไซต์ จึงเหมาะกับดินทรายที่มีฝนตกชุกมากกว่าปุ๋ยโบรอนในรูปอื่นๆ แร่โบรอนเกิดจากการตกผลึกของเกลือบอเรตชนิดต่างๆและมักพบแหล่งแร่ในแถบแห้งแล้ง บางบริเวณมีบอแรกเป็นส่วนใหญ่ แต่ในบางแห่งพบบอแรกซ์อยู่ร่วมกับแร่ชนิดอื่น เช่น เคอไนต์ (kernite) ยูเลกไซต์หรือโคลมาไนต์ ในการผลิตปุ๋ยโบรอนมีขั้นตอนดังนี้ เริ่มจากขุดแร่จากเหมือง บดให้มีขนาดเล็กลง นำแร่ที่บดแล้วไปละลายน้ำ นำของเหลวไปตกผลึกในถังตกผลึกอุณหภูมิต่ำ และอบให้แห้งผ่านตะแกรงคัดขนาด แล้วแยกตามขนาดอนุภาค นำบอแรกซ์และยูเลกไซต์บางส่วนมาปั้นเป็นเม็ดเพื่อใช้เพิ่มโบรอนในการผสมปุ๋ยแบบคลุกเคล้า ส่วนบอแรกซ์ที่บดเป็นผงใช้ทำเป็นปุ๋ยให้ทางใบ

ปุ๋ยจุลธาตุ2

ปุ๋ยโมลิบดีนัม สารประกอบที่ใช้ทำปุ๋ยโมลิบดีนัม ได้แก่ แอมโมเนียมไมลิบเดต โซเดียมโมลิบเดตและกรดโมลิบเดต ซึ่งละลายน้ำได้ง่าย ใช้เป็นปุ๋ยทางดินและทางใบได้ ส่วนโมลิบดิกออกไซด์ แม้จะละลายน้ำได้น้อย แต่เมื่อใช้ในรูปของผงทางเดินหรือเคลือบเมล็ดพืชไวต่อการขาดโมลิบดีนัมให้ผลดี โมลิบดีนัมเป็นองค์ประกอบของแร่โมลิบดีไนต์ (molybdenite) และแร่อื่นๆ เช่น วูลฟีไนต์ (wulfenite) และอิลส์แมไนต์ (ilsmanite) แร่เหล่านี้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารประกอบโมลิบดีนัมในรูปต่างๆ เช่น โมลิบดิกไซด์ ได้จากการเผาแร่โมลิบดีไนต์และแอมดมเนียมโมลิบเดตและโซเดียมโมลิบเดตเป็นเกลือของกรดโมลิบดิก ส่วนใหญ่ใช้ในงานอุตสาหกรรมมีเพียงส่วนน้อยที่นำไปใช้เป็นปุ๋ย
-ปุ๋ยทองแดง ส่วนใหญ่เป็นเกลือซัลเฟตและออกไซด์ ซึ่งทองแดงอยู่ในรูปของคิวปรัสหรือคิวปริก ยอกจากนี้ยังมีปุ๋ยคีเลตอีกด้วย คอปเปอร์ซัลเฟตเป็นเกลือที่ละลายน้ำง่าสย ใช้ได้ดีทางดินและทางใบ สำหรับการใช้ทางดินมักนำปุ๋ยคอปเปอร์ซัลเฟตชนิดเม็ดมาใส่ในปุ๋ยผสมแบบคลุกเคล้า ส่วนคอปเปอร์คีเลตควรใช้เป็นปุ๋ยทางใบ
ปุ๋ยเหล็ก เป็นประเภทสารอนินทรีย์ที่สำคัญ คือ เฟอรัสซัลเฟตและเฟอริกซัลเฟต นอกจากนี้ยังใช้เฟอรรัสแอมโมเนียมซัลเฟตและเฟอรัสคาร์บอเนต เป็นปุ๋ยได้ด้วย ส่วนเฟอร์ริกออกไซด์นั้นไม่ละลายน้ำ จึงมาเหมาะใช้ในการบำรุงดิน สำหรับเฟอริกคีเลต ใช้ได้ทั้งเป็นปุ๋ยทางใบและทางดิน แต่การใช้ทางดินประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับค่า pH ของดินด้วย สำหรับเหล็กลิกโนซัลโฟเนตนั้นเหมาะสมที่จะใช้เป็นปุ๋ยทางใบ หากนำมาใช้ทางดินประสิทธิภาพจะสูงกว่าเฟอรัสซัลเฟต
ปุ๋ยแมงกานีส ที่ใช้โดยทั่วไปคือแมงกานีสซัลเฟต ส่วนแมงกานีสออกไซด์และแมงกานีสออกซีซัลเฟต ก็มีการใช้เช่นเดียวกัน สำหรับแมงกานีสซัลเฟตเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ดี ทั้งในสภาพที่เป็นกรดและด่าง สามารถใช้ได้ทั้งทางดินและทางใบ หากต้องการใส่ลงดินควรใช้ปุ๋ยชนิดเม็ด แมงกานีสคาร์บอเนตละลายน้ำได้เล็กน้อย ส่วนแมงกานัสออกไซด์เป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำในขณะใส่ลงในดินซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช แต่อาจจะปลดปล่อยในรูปที่เป็นประโยชน์อย่างช้าๆอย่างไรก็ตามแมงกานัสออกไซด์ในดินจะถูกออกซิไดส์เป็นแมงกานิกออกไซด์ ซึ่งไม่ละลายน้ำเช่นเดียวกัน พืชจึงไม่ได้รับประโยชน์ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้แมงกานิกออกไซด์เป็นปุ๋ย

ปุ๋ยจุลธาตุ3

ปุ๋ยสังกะสี สารประกอบที่ใช้มี 3 ประเภท คือ สารอนินทรีย์ คีเลตและสารเชิงซ้อน สำหรับสารอนินทรีย์ที่ใช้ทั่วไป ได้แก่ สังกะสีซัลเฟตและสังกะสีออกซีซัลเฟต

ปุ๋ยจุลธาตุคีเลต
คำว่าคีเลต (chelate) มาจากรากศัพท์ภาษากรีกแปลว่า กรงเล็บหรือกรรไกร ในทางเคมี สารคีเลต หมายถึง สารที่มีโครงสร้างแบบวงแหวน จัดเป็นส่วนประกอบโคออดิเนชั่น (coordination compound) หรือสารเชิงซ้อน (complex compound) ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างสารคีเลต (chelate agent) กับไอออนของโลหะทรานซิชัน (transition metal) เรียกปกิกิริยานี้ว่า คีเลชั่น (chelation)
สารคีเลต (chelating agent)
เป็นลิแกนด์ (ligand) เนื่องจากมีสมบัติที่สำคัญ คือ มีอิเล็กตรอนคู่โดด (lone pair electrons) มากกว่า 1 คู่ เพื่อใช้ในการสร้างพันธะโคออดิเนตโคเวเลนซ์กับไอออนของดลหะ พันธะเคมีดังกล่าวเกิดระหว่างไอออนของดลหะกับอะตอมที่ให้อิเล็กตรอนคู่โดด ในโมเลกุลของสารคีเลตมีอะตอมที่ให้อิเล็กตรอนคู่โดดมากกว่า 1 อะตอม ทำให้เกาะยึดกันระหว่างสารคีเลตกับไอออนของดลหะมีความเหนียวแน่น พันธะโคออดิเนตโคเวเลนซ์นี้ไอออนของดลหะใช้คู่อิเล็กตรอนจากอะตอมของสารคีเลตเพียงฝ่ายเดียว สำหรับ EDTA เป็นสารคีเลตที่มีจำนวนอะตอมในโมเลกุลที่ให้อิเล็กตรอนได้ 6 อะตอม จึงมีพันธะทางเคมีเกิดขึ้น 6 จุด เมื่อปฏิกิริยาเสร็จสมบูรณ์แล้วโครงสร้างของคีเลตจะเป็นวงแหวน ตัววงแหวนเป็นโมเลกุลของสารคีเลตเป็นโมเลกุลของสารคีเลตและมีอะตอมของดลหะอยู่ในวงแหวนนั้น สารคีเลตมี 2 ประเภท คือ สารสังเคราะห์และสารจากธรรมชาติ
– สารสังเคราะห์ ได้แก่ EDTA ( Ethylenediaminetetraacetic acid) , DTPA (diethylenetraiminepentaacetic acid) , HEDTA (hydoxyethylenediamineteraacetic acid) และ EDDHA (ethylenediamine di(o)hydroxyphenylacetic acid)
– อินทรียสารจากธรรมชาติ น กรดอะมิโน กรดฮิวมิก สารประกอบเชิงซ้อนบางชนิด และกรดฟีโนลิก เป็นต้น
โลหะทรานซิชัน
คือธาตุหมู่ B และมีอิเล็กตรอนสุดท้ายอยู่ในออร์บิทาล d ในบรรดาโลหะทรานซิชันนั้นมีจุลธาตุ 6 ธาตุ คือ แมงกานีส เหล็ก นิกเกิล ทองแดง สังกะสี และโมลิบดีนัม กับธาตุเสริมประโยชน์ (benefitcial element) อีกหนึ่งธาตุ คือ โคบอลต์

 

ปุ๋ยจุลธาตุ6

การผลิตปุ๋ยคีเลต
1.การผลิตด้วยสารคีเลตสังเคราะห์
ในอุตสาหกรรมการผลิตปุ๋ยคีเลตนั้น มักใช้สารคีเลตในรูปของเกลือโซเดียม มาทำปฏิกิริยากับเกลืออนินทรีย์ เช่น เฟอรัสวัลเฟต ก็ได้คีเลตซึ่งยังมีโซเดียมเป็นองค์ประกอบ เหล็กคีเลตทั้งสองชนิดมีร้อยละของธาตุเหล็กค่อนข้างต่ำ เนื่องจากโครงสร้างส่วนมากเป็นอนินทรีย์นั้นมีอะตอมของบางธาตุอยู่มาก แต่มีเหล็กเพียงหนึ่งอะตอม เมื่อเทียบกับเฟอรัสซัลเฟตซึ่งมีโมเลกุลเล็กกว่าและมีเหล็กสูงถึง 20% และถ้าหากเกลืออนินทารีย์ของทองแดง สังกะสี และแมงกานีสทำปฏิกิริยากับคีเลตชนิดหนึ่ง ก็จะได้คีเลตซึ่งมีจุลธาตุนั้นและมีจุลธาตุที่ต่างกันไป เป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยซึ่งมีลักษณะเป็นของแข็งและมีจุลธาตุเพียงธาตุเดียว แต่ผู้ผลิตอาจนำปุ๋ยคีเลตหลายๆชนิดมาผสมรวมกัน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยที่มีความเข้มข้นและสัดส่วนต่างๆกันไปตามความต้องการ
2.การผลิตด้วยสารคีเลตจากธรรมชาติ
คีเลตที่มาจากธรรมชาติที่ใช้ผลิตปุ๋ยจุลธาตุมีหลายชนิด เช่น สารประกอบเชิงซ้อนบางอย่าง กรดฮิวมิกและกรดอะมิโน เช่น เมื่อไกลซีน (glycine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีโครงสร้างอย่างง่ายทำปฏิกิริยากับไอออนของสังกะสีจะได้คีเลต กรดฮิวมิกนั้นทำหน้าที่เป็นสารคีเลตได้เช่นกัน เนื่องจากโครงสร้างของกรดฮิวมิกจับเกาะกับไอออนของดลหะได้ เช่น กลุ่มคาร์บอกซิลิกและกลุ่มฟีโนลิก ในบรรดาจุลธาตุทั้ง 4 ทองแดงกับกรดฮิวมิกเกาะกันแน่นเหนียวที่สุด สำหรับเหล็ก สังกะสี และแมงกานีสมีความเหนียวแน่นในการยึดเกาะกับกรดฮิวมิกพอๆกันแต่ไม่แข็งแรงเท่าทองแดง
สมบัติทั่วไปของคีเลต
สารคีเลตอินทรีย์ สามารถทำปฏิกิริยากับเหล็ก ทองแดง แมงกานีสและสังกะสี เกิดพพันธะโอออดิเนตโคเวเลนซ์และโลหะเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของโมเลกุล ได้สารประกอบเชิงซ้อนซึ่งเรียกว่า คีเลต (chelate) หรือโลหะคีเลต (metal chelate) หากโลหะมที่มีโครงสร้างเป็นจุลธาตุก็เรียกว่าจุลธาตุคีเลต (chelate micronutrients) สำหรับคีเลตธาตุรอง คือ แคลเซียมคีเลตและแมกนีเซียมคีเลตก็มีการผลิตเช่นเดียวกัน คีเลตมีเสถียรภาพที่แตกต่างกัน เมื่ออยู่ในสารละลายที่มีสภาพเป็นกรดด่างแตกต่างกัน ในสารละลายที่เป็นด่าง คีเลตจะแตกตัวได้ง่าย ในการใช้เป็นปุ๋ยทางใบ ต้องใช้คีเลตที่สามารถดำรงเสถียรภาพของคีเลตได้ดี ในขณะที่กลายเป็นสารละลายเพื่อใช้ฉีดพ่นทางใบ ควรปรับสภาพค่าpH ของน้ำที่ใช้ละลายให้ได้ระดับ 6 จะเหมาะกับคีเลตเกือบทุกชนิด เหล็กคีเลตที่อยู่ในรูปของเฟอริก จะมีเสถียรภาพสูงที่สุด เมื่อเหล็กคีเลตอยู่ที่ผิวราก เซลล์รากจะรีดิวซ์เหล็กเพื่อเปลี่ยนจากเฟอริกคีเลตให้เป็นเฟอรัสคีเลตเสียก่อน โดยเอนไซม์เฟอริกรีดักเทสซึ่งอยู่ที่ผิวของเยื่อหุ้มเซลล์ราก เนื่องจากเฟอรัสคีเลตมีเสถียรภาพต่ำ จึงแตกตัวสกลายเป็นเฟอรัสไอออนที่ผิวของเยื่อหุ้มเซลล์ จะถูกดูดผ่านเยื่อเข้าไปใช้ประโยชน์ในเซลล์ ส่วนขั้นตอนการดูดซึมคีเลตไปใช้ทางใบก็จะคล้ายกันกับทางรากเช่นกัน
การสลายด้วยแสง (photodegradation)
FeDTPA และ FeEDTA ซึ่งมีสมบัติเป็นสารดูดแสง (chromospheres) ซึ่งดูดอัลตราไวโอเลตและแสงสีน้ำเงินในสเปกตรัมได้มาก หากสารละลายปุ๋ยได้รับแสงดังกล่าวที่มีความเข้มสูงเกินเป็นเวลานาน เหล็กคีเลตที่เป็นสารละลายเชิงซ้อนจะสลายตัวกลายเป็นเฟอรัสซึ่งตกตะกอนในรูปเฟอรัสออกไซด์

 

ปุ๋ยจุลธาตุ4

การใช้ปุ๋ยจุลธาตุ
มี 2 วิธี คือการใช้ทางดินและการใช้ทางใบ ในการใช้ทางดินนั้นมักใช้ร่วมกันกับปุ๋ยเชิงประกอบแทนที่จะใส่ลงไปเดี่ยวๆ จึงมีการเลือกเอาปุ๋ยจุลธาตุมาผสมร่วมด้วยเพื่อให้ได้ปุ๋ยที่มีธาตุประกอบตามที่ต้องการ และมีประโยชน์ต่อพืชเมื่อใส่ลงไปในดิน วิธีผสมปุ๋ยจุลธาตุลงไปในปุ๋ยเชิงประกอบ มีด้วยกัน 4 วิธี คือ
1.ผสมระหว่างการผลิตปุ๋ยชนิดเม็ด โดยพ่นสารละลายหรือผงปุ๋ยจุลธาตุลงไปผสมในบางขั้นตอนของกระบวนการผลิตปุ๋ยเชิงประกอบ เช่น การเติมแอมโมเนีย (ammoniation) และ/หรือ ก่อนการปั้นเม็ด (granulation)
2.ผสมกับปุ๋ยเชิงประกอบแบบคลุกเคล้า (bulk blending) นำปุ๋ยจุลธาตุชนิดเม็ดมาผสมกับปุ๋ยเชิงประกอบชนิดเม็ด แทนการเติมน้ำหมัก (filler) เนื่องจากทั้งแม่ปุ๋ยธาตุหลักและปุ๋ยจุลธาตุนั้นเป็นแบบเม็ดขนาดใกล้เคียงกันและแห้ง ปฏิกิริยาเคมีระหว่างปุ๋ยด้วยกันจึงน้อยและไม่มีผลกระทบต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารของปุ๋ย จึงเป็นวิธีที่นิยมกันมาก
3.เคลือบผิวเม็ดปุ๋ยเชิงประกอบด้วยปุ๋ยจุลธาตุร่วมกับสารเคลือบ (coating agents) เช่น ไขและเติมสารป้องกันความชื้น
4.ผสมปุ๋ยจุลธาตุลงในปุ๋ยเหลว เพื่อให้ธาตุอาหารมีการกระจายอย่างสม่ำเสมอ แม้ปุ๋ยจุลธาตุบางชนิดตจะละลายได้จำกัด แต่ถ้าผสมกับปุ๋ยไนโตรเจนเหลวก็ละลายได้พอประมาณ สำหรับปุ๋ยฟอสเฟตนั้น ปุ๋ยจุลธาตุพวกโลหะ เช่น เหล็กซัลเฟตละลายในปุ๋ยแอมโมเนียมพอลิฟอสเฟตเหลวดีกว่าแอมโมเนียมออร์โทฟอสเฟต

ปุ๋ยจุลธาตุ1

การใช้ปุ๋ยโบรอน
การวิเคราะห์ดินเพื่อการหาระดับของโบรอนที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในปัจจุบัน ใช้วิธีสกัดดินด้วยน้ำร้อน จะพิจารณาจากโบรอนที่ละลายในน้ำร้อน อัตราปุ๋ยโบรอนทางดินที่เหมาะสมกับพืชตระกูลถั่วและพืชอื่นๆควรมีโบรอนที่สกัดได้ด้วยน้ำร้อน 0.8-1.2 มก.B/กก. สำหรับปุ๋ยโบรอนที่ใช้ในดินที่มี pH > 6.8 จะมีอัตราสูงกว่าดินที่มี pH < 6.8 เล็กน้อย และอัตราปุ๋ยโบรอนที่เหมาะกับพืชตระกูลถั่วก็สูงกว่าพืชอื่นๆด้วย เนื่องจากช่วงความเข้มข้นของโบรอนในสารละลายของดิน จากระดับที่พอเพียงต่อการเจริญเติบโตถึงขั้นที่เป็นพิษต่อพืชนั้นค่อนข้างแคบ การโรยไปตามแนวของการปลูกพืช จึงต้องใช้อัตราที่ค่อนข้างต่ำกว่าการหว่านในแปลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่พืช โดยทั่วไปโบรอนจะไม่ทำปฏิกิริยากับแม่ปุ๋ยอื่นๆ จึงอาจจะเคลือบกับเม็ดปุ๋ยเชิงประกอบหรือผสมกันแบบคลุกเคล้าก่อนใส่ในแปลงพืชก็ได้
การใช้ปุ๋ยโมลิบดีนัม
การประเมินความมีประโยชน์ของปุ๋ยโมลิบดีนัมต่อดิน โดยการสกัดด้วยแอมโมเนียมออกซาเลต เนื่องจากพืชนั้นมีโมลิบดีนัมเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้วในการเจริญเติบโตปกติ จึงอาจใส่โซเดียมโมลิบเดตโดยผสมลงในปุ๋ยธาตุหลัก หรือใช้วิธีคลุกเมล็ดก็ได้ สำหรับการใช้ฉีดพ่นทางใบควรใช้แอมโมเนียมโมลิบเดต 25 กรัมละลายน้ำ 100 ลิตร แล้วฉีดพ่นให้ทั่วแปลง
การใช้ปุ๋ยทองแดง
การใช้สารเคมีซึ่งมีทองแดงเป็นองค์ประกอบในการควบคุมโรคพืชซึ่วเกิดจากเชื้อรา เป็นสาเหตุที่ทำให้ปัญหาการขาดแคลนทองแดงของพืชมีน้อย สำหรับความพอเพียงต่อพืชทองแดงในดินแร่ (miniral soils) และดินอินทรีย์ (organic soils) ซึ่งได้จากการสกัดด้วยกรดไฮโดรคลอริกและ DTPA สำหรับอัตราปุ๋ยทองแดงที่ใช้ในดินอินทรีย์จะสูงกว่าดินแร่ เนื่องจากทองแดงส่วนหนึ่งจากปุ๋ยทำปฏิกิริยากับสารอินทรียืเชิงซ้อน แปรสภาพเป็นรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้ยาก ดังนั้น แร่ทองแดงจึงมีประโยชน์ต่ำ จึงควรใส่อัตรา 0.3-0.4 กิโลกรัม Cu ต่อไร่ แต่ดินในอินทรีย์ เช่น ดินพีต (peat soils) ที่เป็นกรด ควรใช้ 0.8 กิโลกรัม Cu ต่อไร่ จึงจะเพียงพอกับความต้องการของผักและพืชไร่ สำหรับผลไม้บางชนิด เช่น กล้วยและส้ม ซึ่งปลุกในดินที่ขาดแคลนทองแดงนั้น ควรใส่ในอัตราที่สูงกว่าที่กล่าวมาข้างต้น เช่น ในกล้วย ควรใส่ปุ๋ย 3 กิโลกรัม Cu ต่อไร่ และส้ม ใส่ในอัตราที่สูงขึ้นคือ 3-5 กิโลกรัม Cu ต่อไร่ การใส่ปุ๋ยทองแดงประเภทอนินทรีย์ในดินด่าง ดินเค็มโซดิก และดินแคลคาเรียส ที่มีปัญหาการขาดทองแดง มักไม่ค่อยได้ผล เพราะปุ๋ยเหล่านั้นจะมีปฏิกิริยากับดิน แล้วตกตะกอนเป็ฯส่วนมาก พืชจึงใช้ประโยชน์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การใช้ปุ๋ยทองแดงซัลเฟตฉีดพ่นทางใบควรเตรียมสารละลายที่มีความเข้มข้น 10 กรัม Cu/น้ำ 100 ลิตร
การใช้ปุ๋ยเหล็ก
การใช้ปุ๋ยเหล็กให้เพียงพอต่อระดับความต้องการของพืชในดินแร่และดินอินทรีย์ ซึ่งได้จากการสกัดด้วยกรดไฮโครคลอริกและ DTPA อัตราปุ๋ยเหล็กที่ใช้ในดินอินทรีย์จะสูงกว่าดินแร่เช่นเดียวกับทองแดง ปุ๋ยที่ใช้ทั่วไป ได้แก่ เหล็กซัลเฟตและเหล็กคลอไรด์ สำหรับดินที่มีเหล็กต่ำมากควรใช้อัตราประมาณ 1 กิโลกรัม Fe ต่อไร่ หากเป็นดินเนื้อปูน การใช้ปุ๋ยเหล็กทางดินมักไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากเหล็กซัลเฟตหรือเหล็กคลอไรด์ที่ใส่จะทำปฏิกิริยาในดิน แล้วแปรสภาพเป็นรูปที่ไม่ละลายน้ำ ดังนั้นการแก้ปัญหาการขาดธาตุเหล็กในดินเนื้อปูนที่ได้ผลดี คือการใช้ปุ๋ยเหล็กฉีดพ่นทางใบเป็นครั้งคราว เพื่อเสริมให้พืชได้รับเหล็กอย่างพอเพียง และยังใช้ป้องกันการขาดแคลนธาตุเหล็กสำหรับพืชอื่นๆในช่วงที่มีการเจริยเติบโตรวดเร็วอีกด้วย
การใช้ปุ๋ยแมงกานีส
การใช้ปุ๋ยเหล็กให้เพียงพอต่อระดับความต้องการของพืชในดินแร่และดินอินทรีย์ ซึ่งได้จากการสกัดด้วยกรดไฮโครคลอริกและ DTPA อัตราทั่วๆไปที่ใช้กับดินที่มีแมงกานีสต่ำ อยู่ระหว่าง 0.8-1.0 กิโลกรัม Mn ต่อไร่ สำหรับการขาดแคลนแมงกานีสในดินอินทรีย์ จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในอัตรา 1.0-1.3 กิโลกรัม Mn ต่อไร่ การใส่ร่มกันกับปุ๋ยที่มีความตกค้างเป็นกรด เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมหรือยูเรียก็จะทำให้เกิดผลที่ดียิ่งขึ้น หาดต้องการฉีดพ่นทางใบ ควรใช้แมงกานีสซัลเฟต 60 กรัม/น้ำ 100 ลิตร

ปุ๋ยจุลธาตุ5

การใช้ปุ๋ยสังกะสี
สาเหตุที่ทำให้ขาดธาตุสังกะสี เกิดจาก
– การปลุกพืชในดินที่กำเนิดจากวัตถุต้นกำเนิดที่มีสังกะสีต่ำ อินทรียวัตถุต่ำ ดินเนื้อหยาบ ดินถูกชะล้างและมีการกัดกร่อนมาช้านาน
– การปลูกในดินอินทรีย์ ซึ่งสังกะสีส่วนมากอยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช
– ปลูกในดินเนื้อปูน สภาพด่างจัดของดินทำให้สังกะสีตกตะกอนกลายเป็นซิงค์ (II) คาร์บอเนต ทำให้ละลายน้ำได้ยาก
– รากพืชชอนไชในดินได้อย่างจำกัด เช่น มีชั้นดินดานหรือระดับน้ำใต้ดินสูง รากจึงแผ่ขยายไปได้เฉพาะดินบน ซึ่งสังกะสีที่พืชได้รับอาจจะไม่พอเพียง
– ใช้ปุ๋ยฟอสเฟตในอัตราสูง ทำให้สังกะสีที่เป็นประโยชน์ในดิน ตกตะกอนกลายเป็นสังกะสีฟอสเฟตซึ่งละลายน้ำได้ยาก เมื่อพืชดังกล่าวได้รับสารฟอสเฟตในอัตราที่สูง จะมีผลให้สังกะสีในรากเคลื่อนย้ายได้ยาก ลำต้นและใบจึงขาดแคลนธาตุนี้
– ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูงก็ทำให้พืชขาดสังกะสี เนื่องจากปุ๋ยไนโตรเจนส่งเสริมให้พืชสร้างโปรตีน หากมีโปรตีนในรากมาก โปรตีนจะจับกันเกาะยึดเอาสังกะสีไว้ไม่ยอมให้เคลื่อนย้ายสู่ส่วนเหนือดิน เป็นเหตุให้ต้นและใบขาดแคลนธาตุนี้

อย่างไรก็ตามหากมีการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้พืชดูดซึมเอาสังกะสีในดินได้มากขึ้น เนื่องจาก การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซึ่งมีผลตกค้างเป็นกรดจะช่วยลดค่า pH ของดิน มีผลให้สังกะสีในดินละลายได้มากขึ้น และเมื่อพืชได้รับไนโตรเจนที่พอเหมาะ ความจุในการแลกเปลี่ยนแคตไอออนของรากจะสูงขึ้น ทำให้การดูดสังกะสีของรากพืชมากกว่าเดิม ระดับความพอเพียงต่อพืชของสังกะสีในดิน ซึ่งได้จากการสกัดด้วยกรดไฮโดรคลอริกและ DTPA ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือระดับความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินกับpH ของดินนั้นๆ คือ ในดินที่มีฟอสฟอรัสต่ำ หาก pH > 6.8 อัตราปุ๋ยสังกะสีจะสูงกว่าการใช้ในดินที่มีค่า pH < 6.8 และในดินที่มีฟอสฟอรัสสูง หาก ค่าpH > 6.8 อัตราปุ๋ยสังกะสีจะสูงกว่าที่ใช้ดินซึ่งมีค่า pH < 6.8 เช่นเดียวกัน
สังกะสีซัลเฟตเป็นที่นิยมใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสังกะสีของพืช ปุ๋ยละลายน้ำได้ง่าย เมื่ออยู่ในดินอาจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารประกอบออกไซด์ ไฮดรอกไซด์ คาร์บอเนต ซิลิเกต หรือดูดซับอยู่กับดิน การใช้ทางดินควรหว่านให้ทั่วแปลงปลูก สำหรับปุ๋ยสังกะสีแบบอื่นๆที่ละลายได้น้อยกว่า เช่น สังกะสีออกไซด์หรือคาร์บอเนต ควรหว่านแล้วคลุกกับดิน จะช่วยให้พืชใช้สังกะสีได้ดีกว่าใส่แบบเป็นแถบแคบหรือใช้ปุ๋ยเม็ด การฉีดพ่นสารละลาย 0.5 % ซิงค์ซัลเฟตทางใบ จะช่วยแก้ปัญหาการขาดสังกะสีของพืชได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าจะแก้ไขให้ได้ผลระยะยาว ควรปรับปรุงดินและใส่ปุ๋ยทางดินในอัตราที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดด้วย

 

ปุ๋ยจุลธาตุ

ปุ๋ยจุลธาตุ

ปุ๋ยจุลธาตุ