ปุ๋ย คือ
ปุ๋ย คืออะไร ความหมายของปุ๋ย
ปุ๋ย เป็นวัสดุที่ให้สารอาหารกับพืช หรือช่วยในการปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก
โดยธรรมชาติแล้วมีธาตุอาหารที่พืชต้องการ 16 ชนิด ได้แก่ ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน คาร์บอน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมงกานีส ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม และ คลอรีน ในจำนวนธาตุอาหารเหล่านี้ ออกซิเจน ไฮโดรเจน และคาร์บอน เป็นธาตุอาหารที่พืชจะได้รับจากทางน้ำและอากาศ ส่วน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม พืชต้องการในปริมาณมากเมื่อเทียบกับแร่ธาตุอื่นๆ (ซึ่งถูกจัดว่าเป็นธาตุอาหารหลัก หรือ ธาตุปุ๋ย) และในดินมักมีไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มเติมธาตุเหล่านี้โดยการให้ปุ๋ย
ความหมายของปุ๋ยตามพระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 ได้ให้คำนิยามของปุ๋ยต่างๆดังนี้
– ปุ๋ย หมายความว่า สารอนินทรีย์หรือสารอินทรีย์ ไม่ว่าจะเกิดโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด
– – ปุ๋ยเคมี หมายถึง ปุ๋ยที่ได้มาจากสารอนินทรีย์หรืออินทรีย์สังเคราะห์ รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงผสม และปุ๋ยเชิงประกอบ และหมายความตลอดถึงปุ๋ยอินทรีย์ที่มีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย แต่ไม่รวมปูนขาว ดินมาร์ล ปูนพลาสเตอร์ หรือยิปซั่ม
– ปุ๋ยอินทรีย์ หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์วัตถุซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ บด หมัก ร่อน หรือวิธีการอื่นแต่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี
– ปุ๋ยเชิงเดี่ยว หมายความว่า ปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักธาตุเดียว ได้แก่ปุ๋ยไนโตรเจน ปุ๋ยฟอสเฟต หรือปุ๋ยโพแทสเซียม
– ปุ๋ยเชิงผสม หมายความว่า เพื่อให้ได้ธาตุอาหารตามชนิดที่ต้องการ จึงมีกระบวนการผสมปุ๋ยเคมีประเภทต่างๆเข้าด้วยกัน เป็นปุ๋ยเคมีประเภทหนึ่ง
– ปุ๋ยเคมีที่ได้จากกระบวนการผสมปุ๋ยเคมีประเภทต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ธาตุอาหารตามต้องการ
– ปุ๋ยเชิงประกอบ หมายความว่า ปุ๋ยเคมีที่มีส่วนประกอบของธาตุอาหารหลักอย่างน้อยสองธาตุขึ้นไป ทำขึ้นมาด้วยวิธีการทางเคมี
– ธาตุอาหาร หมายความว่า ธาตุที่เป็นส่วนประกอบในปุ๋ย เพื่อเป็นอาหารให้กับพืช
– ธาตุอาหารหลัก หมายถึงธาตุอาหารของพืชที่เรียกว่าเป็นธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแตสเซียม
– ธาตุอาหารรอง หมายถึงธาตุอาหารของพืชที่เรียกว่าเป็นธาตุอาหารรอง ได้แก่ ธาตุแมกนีเซียม แคลเซียม และ กำมะถัน
– ธาตุอาหารเสริม หมายถึงธาตุอาหารของพืชที่เรียกว่าเป็นธาตุอาหารเสริม ได้แก่ ธาตุอาหารเหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดินัม คลอรีน หรือธาตุอาหารอื่นๆที่กำหนดในประกาศราชกิจจานุเบกษาโดยรัฐมนตรี
– ปริมาณธาตุอาหารรับรอง หมายความว่า เมื่อผู้ผลิตหรือผู้ที่นำเข้าปุ๋ยเคมีที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร มีฉลากรับรองปริมาณขั้นต่ำของธาตุอาหารหลักที่มีอยู่ในปุ๋ยเคมีที่นำเข้ามา โดยคิดเป็นร้อยละของน้ำหนักสุทธิทั้งหมดของปุ๋ยเคมี
ปุ๋ยอินทรีย์
ปุ๋ยอินทรีย์คือ ปุ๋ยที่ได้จากการที่จุลินทรีย์กลุ่มที่ใช้ออกซิเจนทำการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุจนออกมาเป็นสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อพืช เรียกได้ว่า ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด กระดูกป่น ขี้ค้างคาว เลือดแห้ง จัดว่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหมด
ปุ๋ยเคมี
ปุ๋ยเคมีคือปุ๋ยที่ได้มาจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต ตัวอย่างเช่น นำมาจากหิน เหมืองแร่ หรือการสังเคราะห์ขึ้นมาทางกระบวนการวิทยาศาสตร์ เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยยูเรีย หินฟอสเฟสบด ปุ๋ยเคมีอีกหลายๆสูตร เป็นต้น
เมื่อเทียบกับปุ๋ยอินทรีย์แล้ว ปุ๋ยเคมีจะมีความเข้มข้นของธาตุอาหารหลัก หรือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแตสเซียม มากกว่าที่มีอยู่ในปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่ จึงทำให้ปุ๋ยเคมีได้รับความนิยมกันเนื่องจากสามารถใช้ในปริมาณน้อยกว่าปุ๋ยอินทรีย์ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าปุ๋ยเคมีจะมีธาตุอาหารหลัก 3 ตัวที่เข้มข้นกว่าปุ๋ยอินทรีย์ แต่ปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติที่จะช่วยปรับโครงสร้างของดินให้ดีร่วนซุยและดินโปร่งขึ้นได้ นอกจากนี้ปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่ (มีส่วนน้อยที่เติมธาตุอาหารรองเข้าไปบางตัว) แล้วยังจะไม่มีธาตุอาหารอื่นๆที่จำเป็นต่อพืชเหมือนปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมีมักจะขาดธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมทำให้ต้นพืชไม่แข็งแรงสมบูรณ์
สูตรปุ๋ย
สูตรปุ๋ยจะเขียนเป็นตัวเลขสามหลักโดยมีการแบ่งขีดขั้นระหว่างเลขนั้น เพื่อบอกสัดส่วนปริมาณธาตุอาหารหลักทั้งสามชนิด นั่นคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแตสเซียม เรียงตามลำดับ
ตัวอย่างเช่น ในปริมาณปุ๋ย 1 กระสอบ มี 100 กิโลกรัม สูตร 46-0-0 หมายความว่าในปุ๋ยกระสอบนี้มีเนื้อธาตุไนโตรเจนอยู่ 46 กิโลกรัมเท่านั้น ในสูตร 46-20-0 แสดงว่ามีเนื้อธาตุไนโตรเจนอยู่ 46 กิโลกรัม และเนื้อธาตุฟอสฟอรัสอยู่ 20 กิโลกรัม หรือตัวอย่างในสูตร 15-15-15 แสดงว่ามีเนื้อธาตุไนโตรเจนอยู่ 15 กิโลกรัม เนื้อธาตุฟอสฟอรัสอยู่ 15 กิโลกรัม และเนื้อธาตุโพแตสเซียมอยู่ 15 กิโลกรัม
ในปุ๋ยบางประเภทจะมีการผสมธาตุอาหารรองหรือเรียกว่าจุลธาตุ โดยมักจะเติมหลังสูตรปุ๋ยว่า TE ที่ย่อมาจาก Trace element ซึ่งแปลว่าธาตุอาหารรองหรือจุลธาตุนั่นเอง
ปุ๋ยเชิงเดี่ยว
ปุ๋ยเชิงเดี่ยวหรือเรียกว่า แม่ปุ๋ย คือปุ๋ยเคมีชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยธาตุอาหารของพืชอยู่เพียง 1 ธาตุ เช่น มีธาตุ ไนโตรเจน หรือ โพแตสเซียม หรือยูเรียอยู่เพียงธาตุเดียวในปุ๋ย เป็นต้น
ปุ๋ยเชิงผสม
ปุ๋ยเชิงผสม หรือเรียกว่า ปุ๋ยเบ๊าค์ ปุ๋ยผสม คือการผสมปุ๋ยเชิงเดี่ยวเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ธาตุอาหารของพืชตามที่ต้องการ เป็นการคลุกเคล้ากัน ผสมกันทางกายภาพ โดยพิจารณาตามน้ำหนักเพื่อให้ได้สัดส่วนที่ต้องการ
ปุ๋ยเชิงประกอบ
ปุ๋ยเชิงประกอบ คือปุ๋ยเคมีชนิดหนึ้ง ที่ผลิตขึ้นด้วยวิธีการทางเคมี โดยมีส่วนประกอบของธาตุอาหารอย่างน้อย 2 ธาตุขึ้นไป โดยการผสมกันด้วยวิธีทางเคมีจะทำให้ธาตุอาหารผสมกันได้อย่างสม่ำเสมอมากกว่าปุ๋ยเชิงผสมที่ผสมเองทางกายภาพ แต่ปุ๋ยเชิงประกอบก็มักจะมีราคาที่สูงกว่าด้วย ปุ๋ยเชิงประกอบจึงเหมาะกับพืชที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อการรับสารอาหารเป็นพิเศษ
ปุ๋ยชนิดอื่นๆ
1. ปุ๋ยละลายช้าหรือปุ๋ยควบคุมการละลาย
ปุ๋ยละลายช้าหรือปุ๋ยควบคุมการละลายจะมีกระบวนการที่ปุ๋ยจะค่อยๆปล่อยสารอาหารออกมา ปุ๋ยชนิดนี้มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท เช่น ปุ๋ยละลายช้าชนิดเคลือบพลาสติก ชนิดเคลือบสารละลายช้านิดยูเรียอัลดีไฮด์ ชนิดเคลือบกำมะถัน เป็นต้น โดยมีความแตกต่างของคุณสมบัติการทำงานในแต่ละชนิด ตัวอย่างเช่น ในปุ๋ยละลายช้าชนิดที่เคลือบด้วยพลาสติกจะมีอัตราการปลดปล่อยสารอาหารขึ้นอยู่กับระดับความหนาของตัวพลาสติกที่ใช้เคลือบ หรือชนิดยูเรียอัลดีไฮด์จะมีอัตราการปลดปล่อยสารอาหารที่สูงในช่วงเวลาต้นๆแต่จะค่อยๆปล่อยได้ช้าลงเรื่อยๆจนหมดภายในสามปี หรือ ชนิดเคลือบกำมะถันจะมีระยะเวลาในการใช้งานอยู่ที่ประมาณสามถึงสี่เดือน
ปุ๋ยละลายช้าหรือปุ๋ยควบคุมการละลายช่วยให้พืชได้รับสารอาหารที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่ขึ้นลดวูบวาบ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะการจุกหรืออดที่เกิดจากการที่พืชได้รับปุ๋ยมากเกินไปในช่วงต้นและขาดสารอาหารในภายหลังหลังจากที่สารอาหารในปุ๋ยที่ชะล้างไปจนหมด
ปุ๋ยละลายช้าหรือปุ๋ยควบคุมการละลายยังมีข้อดีต่อสื่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะจะช่วยลดปริมาณสารเคมีที่ถูกชะล้างจากที่เพาะปลูกไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
การคำนวนสูตรปุ๋ยเคมี
สูตรของปุ๋ยเคมี มีความหมายว่า ปริมาณเนื้อธาตุอาหารไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P205) และโพแตสเซียมที่ละลายน้ำได้ (K20) โดยเรียงตามลำดับ เช่นสูตรปุ๋ย 15N-15P205-15K20 เป็นต้น โดยมีหน่วยเป็นร้อยละของน้ำหนักปุ๋ยทั้งหมด
ตัวอย่างการคำนวนสูตรปุ๋ยเคมี
ในที่นี้ตัวอย่างเลือกใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 18-46-0, 46-0-0 และ 0-0-60 จะมีวิธีคำนวณดังนี้
จากสูตรตัวอย่าง 15N-15P205-15K20 หรือเขียนแบบย่อเป็น 15-15-15 แล้วหาน้ำหนักของแม่ปุ๋ย 18-46-0 ที่จะมีเนื้อธาตุฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ 15 กิโลกรัม แล้วคำนวณออกมาว่าจะมีไนโตรเจนติดมาด้วยเท่าไรเมื่อลบออกไปจากที่ต้องการ 15 กิโลกรัม แล้วขาดธาตุไนโตรเจนอีกเท่าไรก็ผสมเพิ่มด้วยปุ๋ยสูตร 46-0-0 นั่นเอง มีวิธีคำนวณดังนี้
จากแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 น้ำหนัก 46 กิโลกรัม ต้องการปริมาณฟอสเฟต 15 กิโลกรัม จะได้จากแม่ปุ๋ยสูตร 18-46-0 โดยคำนวณ 100 x 15 / 46 = 32.6 ปัดเศษขึ้นเป็น 33
แล้วหาน้ำหนักของแม่ปุ๋ย 46-0-0 เพื่อนำเฉพาะธาตุอาหารไนโตรเจนมาผสม โดย ในแม่ปุ๋ย 18-46-0 น้ำหนัก 100 กิโลกรัม จะมีส่วนประกอบของธาตุไนโตรเจนอยู่ 18 กิโลกรัม เมื่อเรานำแม่ปุ๋ยมา 33 กิโลกรัมจากที่คำนวณข้างต้น ก็จะได้ธาตุไนโตรเจนติดมาด้วยอยู่แล้ว 18 x 33/100 = 5.94 กิโลกรัม
เมื่อเราต้องการธาตุอาหารไนโตรเจนปริมาณ 15 กิโลกรัม จึงขาดอยู่อีก 15-5.94 = 9.06 กิโลกรัม โดยต้องนำมาเติมจากแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ในแม่ปุ๋ย 100 กิโลกรัมจะมีธาตุอาหารไนโตรเจนอยู่ 46 กิโลกรัม ดังนั้นหากเราต้องการธาตุอาหารไนโตรเจนอีก 9.06 กิโลกรัม ก็จะต้องผสมกับแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อีก 100×9.06/46 = 19.69 ปัดเศษขึ้นรวมเป็น 20 กิโลกรัม
เช่นเดียวกับการเพิ่มธาตุโพแตสเซียม โดยหาน้ำหนักแม่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 จะคำนวณออกมาได้เป็น 100×15/60=25 กิโลกรัม
โดยสรุปเราจะใช้แม่ปุ๋ยทั้งสามชนิดรวม 33+20+25 = 78 กิโลกรัมจะมีคุณค่าของสารอาหารรวมเทียบเท่าปุ๋ยสูตรสำเร็จน้ำหนัก 100 กิโลกรัม
แม่ปุ๋ยคืออะไร
แม่ปุ๋ย คือ ปุ๋ยเคมีที่ผลิตโดยปฏิกิริยาทางเคมีให้มีส่วนผสมของธาตุอาหารในสูตรที่มีความเข้มข้นสูงมาก ตัวอย่างของแม่ปุ๋ยเช่น ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 โพแตสเซียมคลอไรด์ 0-0-60 ปุ๋ยไดแอมโมเนียมซัลเฟต 18-46-0 เป็นต้น
ปุ๋ยเคมีที่อยู่ในสูตรสำเร็จที่จำหน่าย มีความหมายว่าอย่างไรและมีความเกี่ยวข้องกับการผสมปุ๋ยเองอย่างไร
หมายถึงปุ๋ยเคมีชนิดปั้นเป็นเม็ด หรือชนิดสำหรับผสมคลุกเคล้า ตัวอย่างในสูตร 16-20-0 จะมีปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน 16 กิโลกรัมต่อปุ๋ย 100 กิโลกรัม และธาตุอาหารฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ 20 กิโลกรัมต่อปุ๋ย 100 กิโลกรัม ซึ่งจะมีธาตุอาหารตามที่ระบุไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเป็นแบบผสมเอง เพื่อให้ได้ธาตุอาหารปริมาณเดียวกันแล้ว ต้องใช้แม่ปุ๋ย 2 ชนิดรวมกัน โดยใช้แม่ปุ๋ยสูตร 18-46-0 จำนวน 44 กิโลกรัม รวมกับแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อีกจำนวน 18 กิโลกรัม แต่อย่างไรก็ตาม แม่ปุ๋ยทั้งสองชนิดรวมกันแล้ว แม้ว่าจะได้สารอาหารปริมาณที่ต้องการแล้ว แต่ยังขาดอีก 38 กิโลกรัมจึงจะครบ 100 กิโลกรัมตามพระราชบัญญัตปุ๋ยปี 2518 ที่กำหนดไว้ว่าหากปุ๋ยยังมีน้ำหนักไม่ครบ 100 กิโลกรัม จะต้องเพิ่มเติมให้ครบ จาก ดิน ทราย หรือดินขาว เพื่อให้กำหนดเป็นหน่วยร้อยละจากน้ำหนัก แล้วจึงสามารถจำหน่ายรวมเป็นปุ๋ยเคมีได้
ดังนั้นปุ๋ยเคมีชนิดปั้นเป็นเม็ด หรือชนิดสำหรับผสมคลุกเคล้าที่วางขายอยู่ในตลาดจะมีสารที่เติมเพิ่มไปไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับสูตรของปุ๋ย ว่ามีธาตุอาหารอยู่มากน้อย ถ้าในปุ๋ยมีธาตุอาหารอยู่มาก ก็จะมีสารตัวเติมที่น้อยกว่าปุ๋ยสูตรที่มีธาตุอาหารน้อย ดังนั้นในสูตรปุ๋ยใดที่มีสารตัวเติมอยู่มาก เกษตรกรก็ต้องเสียสตังค์เพื่อซื้อในส่วนที่ไม่มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น
ในสูตรปุ๋ยเคมีทั่วไปแล้วมีสารตัวเติมรวมอยู่มากเท่าใด
ในสูตรปุ๋ยเคมีทั่วไปมักมีสารตัวเติมอยู่ระหว่าง 80-510 หรือในบางสูตรอาจจะมีได้ถึง 600 กิโลกรัมต่อน้ำหนักปุ๋ย 1,000 กิโลกรัม หรือถึง 60% ทีเดียว หรือกล่าวได้ว่าหากผู้ซื้อซื้อปุ๋ยไปจำนวน 20 กระสอบ จะได้เนื้อปุ๋ยจริงๆแค่เพียง 8-19 กระสอบเท่านั้น ซึ่งส่วนที่เหลือเป็นเพียงสารตัวเติมที่ใส่เพิ่มเข้าไปให้น้ำหนักครบเท่านั้น
ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยสำเร็จรูปชนิดปั้นเป็นเม็ด หรือชนิดสำหรับผสมคลุกเคล้าเพื่อนำไปขาย มีกระบวนการการผลิตหลายขั้นตอน จึงทำให้ราคาแพง เกษตรกรจึงต้องหาทางเลือกเพื่อให้ได้ใช้ปุ๋ยเคมีที่ราคาถูกลง โดยมีปริมาณเนื่อสารอาหารและคุณภาพคงเดิม วิธีการคือการผสมปุ๋ยเอง โดยให้เหมาะกับชนิดของพืช ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม และสภาพของดินที่แตกต่างกันไป ซึ่งทำให้ต้องการธาตุอาหารในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน คำแนะนำในการปรับใช้สูตรปุ๋ยตามพื้นที่ส่วนต่างๆของประเทศจึงต้องทำอย่างละเอียด
การผสมปุ๋ยเองเพื่อให้ได้ปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆที่มีขายในประเทศของเราในรูปแบบชนิดที่ใส่ทางดินสามารถทำได้เองโดยเกษตรกร วิธีการไม่ซับซ้อน ค่อนข้างง่ายและได้ผลลัพธ์เหมือนกับสูตรสำเร็จ เพียงแต่ว่าจะได้ธาตุอาหารหลัก 3 ชนิดเท่านั้น หากต้องการผสมเติมธาตุอาหารรองหรือธาตุอาหารเสริมของพืชก็จำเป็นต้องผสมเพิ่มอีก
โครงการช่วยให้เกษตรกรทำการผสมปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆใช้เองยากง่ายแค่ไหน
วิธีการนี้จะช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรได้อีก โดยมีคำแนะนำดังนี้
การผสมปุ๋ยเคมีเองต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง
1. เครื่องชั่งขนาด 50 กิโลกรัม
2. พลั่วผสมซีเมนส์หรือจอบ
3. ถังพลาสติก ใช้สำหรับใส่แม่ปุ๋ยเวลานำขึ้นชั่ง
4. ขันพลาสติก ไว้ใช้สำหรับตักปุ๋ย ในกรณีที่ต้องใช้ในปริมาณที่มากๆ อาจดัดแปลงสร้างเครื่องผสมเอง หรือซื้อหาเครื่องผสมซีเมนท์ขนาดเล็กมาใช้ก็ได้
5. แม่ปุ๋ยเคมี 3 ชนิด คือ ยูเรีย 46-0-0 ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต 18-46-0 และ โพแตสเซียมคลอไรด์ 0-0-60 ซึ่งความจริงแล้วยังมีแม่ปุ๋ยอีกหลายชนิดให้เลือก แต่ถ้าคำนวณจากต้นทุนทางเศรษฐกิจแล้ว แม่ปุ๋ยทั้งสามชนิดนี้มีความเหมาะสมที่สุด
6. ตารางกำหนดน้ำหนักแม่ปุ๋ยเคมีในสูตรที่ต้องการผสมออกมา และน้ำหนักที่ต้องการนำไปใช้
ต้นทุนของปุ๋ยเคมีที่ผสมเอง
เนื่องจากต้นทุนของการผสมปุ๋ยเคมีใช้เองค่อนข้างถูก จึงทำให้เกษตรกรหันมาผสมปุ๋ยเคมีเองกันมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเราควรเปรียบเทียบราคาของปุ๋ยเคมีชนิดสำเร็จรูปที่อยู่ในพื้นที่ ท้องถิ่นของเรา โดยมีหลักการพิจารณาดังนี้
1. สอบถามราคาแม่ปุ๋ยเคมีแต่ละชนิด ว่ามีราคากิโลกรัมละกี่บาท
2. ในแม่ปุ๋ยสูตรนั้น มีน้ำหนักแม่ปุ๋ยรวมอยู่เท่าไร
3. คำนวณต้นทุนในการซื้อแม่ปุ๋ย โดยนำน้ำหนักแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดที่ต้องใช้ คูณกับราคาต่อกิโลกรัมของแม่ปุ๋ยชนิดนั้น เพื่อรวมเป็นต้นทุนสำหรับการผสมปุ๋ยเอง แล้วเทียบกับราคาทุนของปุ๋ยเคมีชนิดเม็ดสำเร็จในน้ำหนักที่เท่ากัน
ข้อจำกัดในการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง
1. การที่เกษตรกรสามารถทำการผสมปุ๋ยเคมีใช้เองได้ ควรจะทำความเข้าใจกับผู้ที่มีหน้าที่อบรมทางการเกษตรให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
2. ก่อนการผสมควรเตรียมเอกสารตารางการผสมเพื่อใช้เป็นคู่มือสำหรับชั่งแม่ปุ๋ยแต่ละสูตร ให้ตรงตามจำนวนที่ต้องการใช้
3. เนื่องจากเมื่อได้ทำการผสมปุ๋ยเคมีแล้วจะชื้นได้ง่าย ดังนั้นจึงควรนำไปใช้ภายในระยะเวลา 15 วันนับแต่ทำการผสมปุ๋ย หรือควรทำการผสมแม่ปุ๋ยเมื่อเวลาที่จะใช้ และจัดเก็บแม่ปุ๋ยที่เหลือใช้ หรือซื้อเก็บไว้ โดยแยกชนิดกันไม่ให้โดนแดดโดนฝน จึงจะคงสภาพได้ดีเหมือนเดิม และอยู่ได้หลายปีโดยที่คุณภาพไม่เสื่อม
4. การผสมปุ๋ยเคมีเองจะทำให้เสียเวลาและแรงงานในกระบวนการผสม ตัวอย่างเช่น การผสมแม่ปุ๋ยเคมีปริมาณ 500 กิโลกรัม ต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 30 นาที
5. เสียเวลาแรงงานในการขนส่ง จัดซื้อและขนแม่ปุ๋ยเคมีจากแหล่งขายมาผสม โดยในระยะเริ่มต้นโครงการที่จำหน่ายแม่ปุ๋ยมีจำนวนน้อย และมักจะไกลจากที่ที่ใช้ปุุ๋ย
6. ความสะดวก ความน่าใช้ ความสวยงามดูดีของปุ๋ยเคมีที่ผสมเองมักจะไม่ดีเท่าปุ๋ยชนิดเม็ดรูปแบบสำเร็จรูป
7. ในช่วงแรกของโครงการ เกษตรกรผู้ใช้ส่วนใหญ่จะยังคงยึดติดในเรื่องของสี ขนาดของเม็ด และบริษัทที่จำหน่ายปุ๋ย แต่การที่จะจัดหาปุ๋ยเคมีในแต่ละครั้ง ควรจะคำนึงเฉพาะราคาและคุณภาพทางเคมีในคุณสมบัติทางกายภาพตามเท่าที่กำหนดไว้เท่านั้น
8. อย่างไรก็ตาม ไม่แน่นอนว่าสถานที่จำหน่ายในพื้นที่จะมีจำหน่ายแม่ปุ๋ยครบทั้งสามชนิด
9. ผู้จำหน่ายปุ๋ยเคมีจะเป็นผู้กำหนดราคาของแม่ปุ๋ยเคมี โดยถ้ามีผู้ซื้อจำนวนน้อยก็อาจทำให้ได้ราคาที่ไม่ยุติธรรมเท่าไร





